กระเจี๊ยบมอญ เพชฌฆาตพยาธิตัวจี๊ด

สืบเนื่องจากคลิปที่แชร์และส่งต่อในโลกออนไลน์ถึงส้มตำมีพยาธิตัวจี๊ดนับร้อยๆ ในหนึ่งจาน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ชวนเป็นห่วงเนื่องจากเมนูนี้เป็นอาหารจากโปรดของหลายๆ คน แต่วันนี้เรามีวิธีรับมือและป้องกันมาฝากทานควบคู่กันหากยับยั้งช่างใจบ่ได้ในรสชาติแสนอร่อยง่ายๆ ด้วยสมุนไพรคู่ครัวแสนอร่อย

“กระเจี๊ยบมอญ” หรือโอคร่า กอมโบ้ เบนดี มะเขือมอญ หรือกระเจี๊ยบเขียว ตามภาษาท้องถิ่น มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Abelmoschus esculentus (L.) Moench” นิยมนำมาปรุงเป็นอาหารจำพวกซุป สลัด หรือรับประทานสดๆ เป็นเครื่องเคียง โดยอุดมด้วยเส้นใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี กรดโฟลิก ธาตุแมกนีเซียม โพแทสเซียม เหล็ก แคลเซียม และแมงกานีส ที่จะช่วยป้องกันและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงแผลในลำไส้ โดยกรดกาแลคทูโรนิก และกรดกลูคูโรนิก จะเข้ารวมตัวกับโปรตีน ทำให้ได้สารที่สามารถลดการเกาะติดของแบคทีเรีย บริเวณผนังบุเยื่อกระเพาะอาหาร อันเป็นเชื้อสาเหตุที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและแผลในลำไส้เล็กแบบเรื้อรัง

นอกจากนี้ยังมีสารเพกทินช่วยในการสมานแผลภายในของสตรีหลังการคลอดบุตรให้กลับมาเป็นปกติค่ะ มีแคลเซียมสูง บำรุงกระดูก ช่วยสร้างเซลล์ผิวที่ผิวหนังไม่ให้เป็นแผลเป็น หน้าท้องไม่ลาย ผิวพรรณผุดผ่อง หากนำไปต้มหรือย่างให้สุกและรับประทานวัน เช้า กลางวัน เย็น ในปริมาณ 4-5 ลูก ต่อเนื่องเป็น เมือกแพกทินจะไปเคลือบไข่พยาธิแล้วจะทำให้พยาธิฟักออกเป็นตัวไม่ได้ก่อนจะถูกขับออกมาทางระบบขับถ่ายอีกด้วย

มะกันฮือต้าน “ทรัมป์” สาบานตน – แห่ป้องส.ส.นักสิทธิ์

บีบีซีรายงานเมื่อ 15 ม.ค. ถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา หลังโพสต์ข้อความโจมตีนายจอห์น ลูวิส ส.ส.รัฐจอร์เจีย สังกัดพรรคเดโมแครต และแกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิมนุษยชนของนายมาร์ติน ลูเทอร์ คิง วีรบุรุษนักสู้ต่อต้านการเหยียดผิว ว่านายลูอิสควรสนใจหน้าที่ ไม่ใช่ดีแต่พูด ภายหลังนักเคลื่อนไหวคนดังกล่าวว่านายทรัมป์ไม่ใช่ผู้นำประเทศที่ถูกต้องตามกฎหมาย จุดชนวนให้ผู้สนับสนุนนายลูวิส บรรดานักการเมือง และเซเลบคนดัง ไม่พอใจแห่แสดงความคิดเห็นตำหนินายทรัมป์อย่างดุเดือด

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากนายลูวิสให้สัมภาษ์กับเอ็นบีซีว่าจะไม่เข้าร่วมพิธีสาบานตนของนายทรัมป์ เพราะตนคิดว่ารัฐบาลรัสเซียมีส่วนช่วยให้นายทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง การกระทำนี้เป็นการทำลายนางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต และนายทรัมป์ไม่ใช่ผู้นำที่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมานายทรัมป์ทวีตว่า “ส.ส.จอห์น ลูวิส ควรใช้เวลาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในเขตความรับผิดชอบ ซึ่งเลวร้ายจริงๆ (ไม่ต้องพูดถึงอาชญากรรมอีกมาก) แทนที่จะมาบ่นเรื่องผิดๆ เกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง ดีแต่พูดๆๆ ไม่เคยลงมือทำ ไม่มีผลงาน น่าเศร้าเหลือเกิน”

ด้านผู้สนับสนุนนายลูวิสแสดงความไม่พอใจการโจมตีของนายทรัมป์ หลายคนกล่าวว่านายลูวิสเป็นนักสิทธิที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม และความเท่าเทียม ขณะที่กลุ่มเรียกร้องสิทธิมนุษยชนนำโดยนายอัล ชาร์ปตัน ยังเดินหน้าชุมนุมต่อต้านพิธีสาบานตนของนายทรัมป์ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 20 ม.ค. ท่ามกลางผู้สนับสนุนหลายพันคนที่อนุสรณ์สถานมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยต่างตะโกนเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีสันติภาพ”

กรมชลฯเร่งระบายน้ำลุ่มปากพนังรับน้ำฝน

กรมชลฯ เร่งระบายน้ำออกจากที่ลุ่มปากพนัง พร้อมเปลี่ยนคลองส่งน้ำเป็น คลองระบาย พร่องน้ำรองรับสถานการณ์ฝนระลอกใหม่

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ มีจังหวัดที่เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ตรัง พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ส่วน นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่ง โดยที่นครศรีธรรมราชในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังตอนล่างก่อนออกสู่ทะเล มีปริมาณน้ำคงเหลือในพื้นที่ประมาณ 340 ล้านลูกบาศก์เมตร โดย กรมฯ ได้เร่งสูบและผลักดันน้ำ โดยคาดว่าใน 1 – 2 วันนี้ จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยการระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จะต้องคำนึงถึงการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งประมาณ 200 ล้านลูกบาศก์เมตร ด้วย

ขณะที่อ่างเก็บน้ำของกรมชลประทาน อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย โดยในพื้นที่ภาคใต้มีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางประมาณ 40 แห่ง และมีปริมาณน้ำเต็มอ่างกว่า 17 แห่ง โดย กรมฯ อยู่ระหว่างบริหารจัดการ ขณะที่อ่างและเขื่อนขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนบางลาง ยืนยันว่า ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีกจำนวนมาก นอกจากนี้ ได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนหน้าที่คลองส่งน้ำชลประทาน ให้เป็นคลองระบายเพื่อที่จะพร่องน้ำออกจากพื้นที่รองรับสถานการณ์ฝนระลอกใหม่ที่จะมาถึงด้วย

อาหารที่ควร-ไม่ควรกิน หากเสี่ยงเป็น “โรคเกาต์”

กรดยูริกในเลือดที่สูง นอกจากจะเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคเกาต์,โรคนิ่ว และโรคไตอักเสบแล้ว อาจมีผลต่อผู้ป่วยที่มีปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และบ้านหมุนได้ โดยจะทำให้เส้นเลือดหดตัว เลือดไปเลี้ยงประสาทหูและอวัยวะทรงตัวได้น้อย จึงทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินและการทรงตัวได้

กรดยูริกในร่างกาย เกิดจากการสร้างขึ้นในร่างกาย ประมาณร้อยละ 80 และมาจากอาหารที่รับประทานเข้าไป ร้อยละ 20 กรดยูริกนี้จะถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ ประมาณร้อยละ 67 และทางอุจจาระประมาณร้อยละ 33 การที่มีกรดยูริกในเลือดสูง เกิดจากร่างกายมีการสร้างกรดยูริกมากกว่าปกติ หรือรับประทานอาหารที่มีสาร “พิวรีน”สูง ซึ่งสารนี้จะเปลี่ยนเป็นกรดยูริกในเลือด ทำให้มีระดับกรดยูริกในเลือดสูงผิดปกติ

ดังนั้นผู้ที่มีกรดยูริกในเลือดสูงผิดปกติ ควรงดอาหารที่มีสารพิวรีนสูง (ข้อ 1) และลดปริมาณอาหารที่มีสารพิวรีนปานกลาง (ข้อ 2)

1)อาหารที่ควรงด(มีพิวรีนสูง)ได้แก่

– เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ,ตับอ่อน,ไส้,ม้าม,หัวใจ,สมอง,กึ๋น,เซ่งจี๊

– น้ำเกรวี, กะปิ, ยีสต์

– ปลาดุก, กุ้ง, หอย, ปลาอินทรีย์, ปลาไส้ตัน

– ปลาซาร์ดีน, ไข่ปลา

– ชะอม, กระถิน, เห็ด

– ถั่วแดง, ถั่วเขียว, ถั่วเหลือง, ถั่วดำ

– สัตว์ปีก เช่น เป็ด, ไก่, ห่าน

– น้ำสกัดเนื้อ, ซุปก้อน

2)อาหารที่ควรลด (มีพิวรีนปานกลาง) ได้แก่

– เนื้อสัตว์ เช่น หมู, วัว

– ปลาทุกชนิด(ยกเว้น ปลาดุก, ปลาอินทรีย์, ปลาไส้ตัน, ปลาซาร์ดีน)และอาหาร

ทะเล เช่น ปลาหมึก, ปู

– ถั่วลิสง, ถั่วลันเตา

– ผักบางชนิด เช่น หน่อไม้, หน่อไม้ฝรั่ง, ดอกกะหล่ำ, ผักโขม,สะตอ,ใบขี้เหล็ก

– ข้าวโอ๊ต

– เบียร์ เหล้าชนิดต่าง ๆ เหล้าองุ่น ไวน์(ทำให้การขับถ่ายกรดยูริกทางปัสสาวะลดลง ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว)

3)อาหารที่รับประทานได้ตามปกติ (มีพิวรีนน้อย) ได้แก่

– ข้าวชนิดต่าง ๆ ยกเว้น ข้าวโอ๊ต

– ถั่วงอก, คะน้า

– ผลไม้ชนิดต่างๆ

– ไข่

– นมสด, เนย และเนยเทียม

– ขนมปัง ขนมหวาน หรือน้ำตาล

– ไขมันจากพืช และสัตว์

เคล็ดลับบริหารสมอง ป้องกันสมองเสื่อม

การบริหารสมอง เป็นการป้องกันโรคทางสมองที่อาจเกิดขึ้น เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคไมเกรน สาเหตุมาจากความเสื่อมของระบบประสาทและสมอง

ธรรมชาติของสมอง ต้องการอาหารที่จะมาช่วยให้การทำงานเป็นปกติตั้งแต่

1. ออกซิเจน สมองต้องการใช้ 20 – 25 % ของออกซิเจนทั้งหมดที่เข้าสู่ร่างกาย

2. อาหาร ควรมีไขมันประเภทโอเมก้า 3 ไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ เพราะสมองของเราก็คือก้อนไขมันชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นไขมันชนิดที่ดี

3. ฝึกคิดอย่างสร้างสรรค์ และการสร้างจินตนาการในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการ

ใช้สมองอย่างต่อเนื่อง ในผู้สูงวัย น่าจะหมายถึงการสันทนาการกับครอบครัวหรือเพื่อน

4. อารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ที่ต้องเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ เพราะจะมีผลกระทบต่อการป้องกันสารหลั่งที่ไม่ดี ทำให้ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีผลต่อสมอง

สำหรับการบริหารสมอง สามารถทำได้หลายวิธี และมีส่วนสำคัญที่แตกต่างกันออกไป เริ่มต้นด้วยการเติมน้ำให้สมอง เพราะสมองของเราประกอบด้วยน้ำ 85 % ถ้าไม่อยากให้เซลล์สมองเหี่ยว ส่งผลให้กลายเป็นคนคิดช้า ต้องดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับสมอง นอกจากนี้การจดบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น จะช่วยกระตุ้นความจำ

โดยการฝึกทักษะด้วยการอ่าน เขียน ฟัง พูด ตลอดจนการนั่งสมาธิ เป็นการตั้งสติที่จะทำให้สมองเข้าสู่ช่วงที่ผ่อนคลายสุดๆ ก่อให้เกิดจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์ ถ้าทำได้ตอนเช้าหรือก่อนนอนทุกวัน จะช่วยลดความเสื่อมของสมองได้เช่นกัน ส่วนการคลายเครียดให้สมอง ทำได้โดยให้นิ้วชี้อยู่บริเวณหัวคิ้ว และนิ้วโป้งอยู่บริเวณท้ายทอย ค่อยๆ นวดกดลงไปอย่างเบามือ สูดหายใจเข้า-ออกลึก ๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อที่คอและหน้าคลายความตึงตัวลง

“คลอดก่อนกำหนด” ภาวะเสี่ยงที่คุณแม่ทุกคนควรระวัง

การให้กำเนิดลูกน้อยถือเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ของครอบครัว คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่จะครบกำหนดคลอดเมื่อมีอายุครรภ์ 37-41 สัปดาห์ คือประมาณ 9 เดือนโดยเฉลี่ย โดยคำนวณจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย หากทารกคลอดก่อนอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์ ทางการแพทย์ถือว่าคลอดก่อนกำหนด ซึ่งเกิดจากมดลูกมีการบีบตัวทำให้ปากมดลูกเปิดเด็กจึงคลอดออกมาก่อนกำหนด

การคลอดก่อนกำหนดเป็นความผิดปกติทางสูติกรรมอย่างหนึ่งและมีสถิติสูงเพิ่มขึ้นพบได้ 10 -12 % ของอัตราการคลอด เนื่องจากรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปทำให้ผู้หญิงยุคใหม่มีแนวโน้มการตั้งครรภ์เมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆมากมาย

ปัญหาที่อาจขึ้นมีทั้งปัญหาด้านสุขภาพของทารก ที่การคลอดก่อนกำหนดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทารกเสียชีวิต มีความเสี่ยงต่อความพิการและทุพพลภาพ ปัญหาทางเศรษฐกิจ เพราะครอบครัวจะต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแล เนื่องจากทารกคลอดก่อนกำหนดจำเป็นต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน และปัญหาของประเทศต่อไปในระยะยาว

สาเหตุของการคลอดก่อนกำหนด

ในแต่ละปีมีเด็กที่คลอดก่อนกำหนดประมาณ 15 ล้านคน หรือ ทุกๆ 1 ใน 10 ของเด็กแรกเกิดทั่วโลก โดยในประเทศไทยพบอัตราการคลอดก่อนกำหนดมากกว่า12% ของการคลอด พบมากในคุณแม่ที่อายุต่ำกว่า 17 ปีหรือมากกว่า 35 ปี มีน้ำหนักตัวน้อยมาก เคยมีประวัติคลอดก่อนกำหนดมาก่อน มีมดลูกผิดปกติหรือมดลูกพิการแต่กำเนิดและคุณแม่ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคไต และครรภ์แฝด

การใช้ชีวิตประจำวันก็ส่งผลให้เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดได้เช่นกัน อาทิ คุณแม่ที่สูบบุหรี่หรืออยู่ใกล้ชิดคนที่สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด การทำงานที่หนักเกินไป ความเครียด

นอกจากนี้ยังพบว่าคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝด มีเลือดออกขณะตั้งครรภ์ ปากมดลูกหลวม และมีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะก็เป็นสาเหตุการเกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดได้

วิธีตรวจหาความเสี่ยง ภาวะคลอดก่อนกำหนด

การวัดความยาวของปากมดลูกโดยการทำ Ultrasound ทางช่องคลอด เมื่ออายุครรภ์ 16-24 สัปดาห์ เป็นการตรวจสำคัญที่จะบอกถึงโอกาสเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด สำหรับสตรีที่มีความเสี่ยง สามารถป้องกันโดยการใช้ยากลุ่ม Progesterone การใส่ห่วงครอบปากมดลูก (Cervical pessary) และการเย็บปากมดลูก (Cervical cerclage) ซึ่งได้ผลดีในการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นการตรวจปัจจัยเสี่ยงและการป้องกัน จึงเป็นสิ่งสำคัญในสตรีตั้งครรภ์ทุกราย

รู้หรือไม่? ดื่มนมวันละแก้ว ลดความเสี่ยงเป็นโรค “เกาต์”

หลายคนเข้าใจว่าโรคเกาต์มาจากการกินไก่มากๆ จนทำให้หลายคนมัวแต่ระวังเรื่องการทานไก่แต่เพียงอย่างเดียว จริงๆ แล้วสาเหตุของโรคเกาต์ ไม่ได้มาจากการทานไก่โดยตรง แต่อยู่ที่ระดับ “กรดยูริก” ในร่างกายที่มีปริมาณสูงมากเกินไป

แค่ดื่มนมวันละ1 แก้ว …ลดการเกิดโรคเกาต์ได้ >>

“โรคเกาต์” เป็นโรคข้ออักเสบที่ก่ออาการปวดอย่างรุนแรง เกิดจากระดับกรดยูริกในร่างกายสูงเป็นเวลานานก่อตัวเป็นผลึกยูริก ซึ่งผลึกยูริกเหล่านี้มักจะไปเกาะติดกับกระดูกส่วนข้อ ถ้าผลึกยูริกเกาะอยู่กับกระดูกอย่างนี้จะไม่แสดงอาการอะไรเลย จนกระทั่งเมื่อบางส่วนที่ยึดเกาะอยู่เกิดหลุดลงมาในข้อ เม็ดเลือดขาวจำนวนมากจะเข้ามาจัดการกับส่วนที่หลุดออกมาจนก่อให้เกิดการอักเสบของข้อ ดังนั้นการทำให้กรดยูริกในร่างกายเราอยู่ในช่วงปกติจึงเป็นเรื่องสำคัญมากในการป้องกันไม่ให้เป็นโรคเกาต์

ถ้าเช่นนั้นแล้วกรดยูริกในร่างกายเรามาจากไหน? แท้จริงแล้วกว่า 80%ของปริมาณกรดยูริกในร่างกายเกิดจากภายในร่างกายเราเอง ส่วนอีก 20%ที่เหลือมาจากอาหารที่ทาน โดยไตจะมีหน้าที่ในการขับกรดยูริกส่วนเกินทิ้งทางปัสสาวะ ซึ่งจากผลการศึกษาทางการแพทย์ต่างๆทำให้ทราบว่า สาเหตุหลักของการเกิด “ภาวะกรดยูริกสูง” เกิดจากไตขับทิ้งกรดยูริกได้ไม่ดี ส่วนการทานอาหารที่ทำให้กรดยูริกสูงมากเกินไปเป็นเพียงสาเหตุรอง

ส่วนต้นเหตุที่ทำให้ไตขับทิ้งกรดยูริกได้แย่เกิดจาก 2 ประเด็น ได้แก่

– อินซูลิน (ฮอร์โมนที่ช่วยคุมน้ำตาล) มีมากเกินไปส่งผลขัดขวางไตในการขับกรดยูริก ซึ่งจะพบได้ในคนที่ “อ้วน”

– ความผิดปกติทาง “พันธุกรรม” ซึ่งพบได้น้อย

ดังนั้นสรุปการป้องกันไม่ให้เป็นโรคเกาต์ที่เราทุกคนทำได้คือ การคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน ไม่ทานอาหารที่ทำให้กรดยูริกสูงมากเกินไป

ท้ายนี้สำหรับผู้ที่มีหรือเสี่ยงต่อภาวะกรดยูริกสูงนะครับ มีงานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้พบว่า “การทานนมไขมันต่ำแค่วันละ 1 แก้ว สามารถลดการเกิดโรคเกาต์ได้มากกว่า 40%” ทั้งนี้กลไกที่นมสามารถลดการเกิดโรคเกาต์ได้อย่างน่าทึ่งนั้น เนื่องมาจากในนมมีโปรตีนที่ชื่อ “เคซีน” เมื่อผ่านลงมาลำไส้จะถูกเปลี่ยนเป็นกรดอะมิโนที่ชื่อ “อลานีน” แล้วเข้าสู่ร่างกาย ซึ่ง “อลานีน” นี้เองจะไปช่วยให้ไตขับกรดยูริกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

[ หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่ไม่สามารถดื่มนมได้เนื่องจากมีปัญหาการย่อยแลคโตส สามารถดื่มนมชนิดแลคโตสฟรีแทนได้ครับ, ผลิตภัณฑ์จากนมเช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำ ก็ได้ผลเช่นกันนะครับ ]

ร.ฟ.ท.จัดขบวนพิเศษนำสิ่งของช่วยภาคใต้

การรถไฟฯ จัดรถขบวนพิเศษ เดินทางไปสถานีชุมทางทุ่งสง นำเครื่องอุปโภคบริโภคไปแจกจ่ายแก่ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูง และเจ้าหน้าที่ของการรถไฟฯ เดินทางด้วยรถไฟขบวนพิเศษ เพื่อขนส่งข้าวของเครื่องใช้ ถุงยังชีพ น้ำดื่ม อาหารกระป๋อง ยารักษาโรค เรือพลาสติก และเครื่องอุปโภคที่จำเป็น ซึ่งได้รับบริจาคจากหน่วยงาน ห้างร้าน และประชาชนผู้มีจิตอาสามาแจกจ่ายช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ที่สถานีชุมทางทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช จำนวน 2,000 ชุด ขณะเดียวกัน การรถไฟฯ ยังได้มอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเพิ่มเติมจำนวน 500,000 บาท

ทั้งนี้ นายวุฒิชาติ กล่าวว่า การรถไฟฯ ได้มีการจัดตั้งศูนย์รับบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทางภาคใต้ ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ ตึกบัญชาการรถไฟ และสถานีกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) เพื่อรับบริจาคสิ่งของนำไปช่วยเหลือพี่น้องชาวภาคใต้ ขณะเดียวกัน ยังได้อำนวยความสะดวกแก่หน่วยงานภาครัฐ เอกชน มูลนิธิต่าง ๆ และประชาชน ในการขนส่งสิ่งของบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ในส่วนของเส้นทางรถไฟ ช่วงระหว่างสถานีบางสะพานใหญ่ – ชะม่วง ได้ดำเนินการซ่อมแซมแล้วเสร็จ จึงทำให้ในวันนี้ สามารถเปิดการเดินรถได้จากสถานีกรุงเทพฯ – สถานีชุมทางทุ่งสง และเส้นทางสายกันตัง คงเหลือเส้นทางช่วงสถานีชุมทางทุ่งสง – นครศรีธรรมราช – พัทลุง ที่ยังปิดซ่อมแซม

ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นในรอบ3วัน

ไทยออยล์ เผย ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 วัน หลังค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และซาอุฯ เตรียมลดส่งออกน้ำมันดิบ

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) รายงานสถานการณ์น้ำมันปิดตลาดประจำวันที่ 11 ม.ค. 2560 น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสปรับเพิ่มขึ้น 1.43 เหรียญ มาอยู่ที่ 52.25 เหรียญ ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 1.46 เหรียญ มาอยู่ที่ 55.1 เหรียญ โดยราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลง หลัง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกเมื่อวานนี้ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายด้านเศรษฐกิจ ซึ่งรวมไปถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและข้อตกลงการค้าต่าง ๆ ที่จะช่วยบ่งชี้ทิศทางของตลาดเงินในปี 2560 ทำให้นักลงทุนแคลงใจกับนโยบายของสหรัฐฯ ว่าจะเดินไปในทิศทางใด

ขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้ทำการแจ้งต่อลูกค้าบางรายในเอเชียตะวันออกฉียงใต้และอินเดียถึงการปรับลดการส่งมอบน้ำมันดิบในเดือน ก.พ. ลงถึงร้อยละ 30 และ 20 ตามลำดับ อย่างไรก็ตามภาพรวมในเอเชียจะปรับลดลงราวร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 10 เพื่อตอบสนองต่อข้อตกลงในการปรับลดกำลังการผลิตในกลุ่มโอเปกแล้ว

ด้านสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) เผยปริมาณน้ำมันดิบสหรัฐฯ ในรอบสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 6 ม.ค. 60 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.1 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้นเพียง 1.2 ล้านบาร์เรล เนื่องจากปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ 8.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน

นอกจากนี้ ในรายงานประจำเดือนของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ปรับเพิ่มการคาดการณ์ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบสหรัฐฯ ในปี 60 จะเพิ่มขึ้น 110,000 บาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 9.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันสหรัฐฯ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยคาดว่าในปี 60 จะเพิ่มขึ้นราว 260,000 บาร์เรลต่อวันจากปีก่อนหน้า

คปภ.เพิ่ม 6 มาตรการเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม 12 จังหวัดใต้

คปภ. เพิ่ม 6 มาตรการด้านประกันภัยเร่งเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ 12 จังหวัดภาคใต้ ขยายระยะเวลาการผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยจากเดิม 31 วัน เป็นไม่เกิน 91 วัน ยกเว้นดอกเบี้ยและงดการตรวจสุขภาพในกรณีต่ออายุกรมธรรม์เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน ยกเว้นดอกเบี้ยการชำระคืนเงินกู้ชำระเบี้ยประกันภัยโดยอัตโนมัติภายใน 6 เดือน

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ 12 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ พัทลุง นราธิวาส ยะลา สงขลา ปัตตานี ตรัง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร ระนอง กระบี่ และประจวบคีรีขันธ์ ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งสำนักงาน คปภ. มีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้

ดังนั้นเพื่อเป็นการใช้ระบบประกันภัยในการช่วยเหลือประชาชนแบบบูรณาการให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกเหนือจากที่ได้มีหนังสือสั่งการไปยังสำนักงาน คปภ.ภาค 8 (สุราษฎร์ธานี) และภาค 9 (สงขลา) ที่ดูแลพื้นที่ 12 จังหวัดภาคใต้ให้ดำเนินการช่วยเหลือไปแล้ว สำนักงานคปภ.ยังได้เพิ่ม 6 มาตรการด้านประกันภัยเพื่อเร่งบูรณาการเยียวยาผู้ประสบภัยในพื้นที่ดังกล่าว ดังนี้

มาตรการที่ 1 คือการแต่งตั้งคณะทำงานช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยและผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยมีคณะทำงานที่ประกอบไปด้วย ตัวแทนของสำนักงานคปภ.และตัวแทนของภาคอุตสาหกรรมประกันภัย เพื่อประสานความร่วมมือด้านข้อมูลการจัดทำประกันภัยของผู้ประสบภัย ประสานงานการสำรวจภัยและการประเมินความเสียหาย รวมทั้งรวบรวมข้อมูลความเสียหาย ประสานติดตาม เร่งรัด ให้มีการชดใช้ค่าสินทดแทน รวดเร็ว ถูกต้องและเป็นธรรม รวมทั้งประสานให้ความช่วยเหลือเยียวยาด้านอุปโภคบริโภคและสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพให้แก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมในครั้งนี้

สำหรับมาตรการที่ 2 ที่ได้เริ่มดำเนินการแล้วคือการสั่งการให้บริษัทประกันภัยสรุปรายงานความเสียหายและการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้ส่งให้สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ สำนักงานคปภ.ทุกวันศุกร์ ทางอีเมล์ พร้อมจัดส่งรายชื่อเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบและเบอร์ติดต่อ บริษัทละ 2 คน ทั้งนี้เพื่อให้การประสานงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังได้ออกคำสั่งนายทะเบียนที่ 1 / 2560 ผ่อนผันเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยในเขตพื้นที่ประสบอุทกภัยทางภาคใต้เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้เอาประกันภัยในกรณีประกันชีวิตในพื้นที่ดังกล่าว เป็นอีก 3 มาตรการช่วยเหลือ ได้แก่

มาตรการในการขยายระยะเวลาการผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัยจากเดิม 31 วัน เป็นไม่เกิน 91 วัน มาตรการในการยกเว้นดอกเบี้ยและงดการตรวจสุขภาพในกรณีต่ออายุกรมธรรม์เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน นับแต่วันที่กรมธรรม์ประกันภัยหมดอายุ และมาตรการในการยกเว้นดอกเบี้ยการชำระคืนเงินกู้ชำระเบี้ยประกันภัยโดยอัตโนมัติภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ครบกำหนดชำระ

รวมทั้งยังได้ออกมาตรการที่ 6 ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยออกประกาศสำนักงานคปภ.อนุญาตให้ตัวแทนประกันชีวิต ตัวแทนประกันวินาศภัย นายหน้าประกันชีวิต นายหน้าประกันวินาศภัยในพื้นที่ 12 จังหวัดภาคใต้ที่เกิดเหตุอุทกภัยที่ใบอนุญาตสิ้นอายุตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 สามารถขอขยายระยะเวลาพร้อมขอต่ออายุใบอนุญาตได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เหตุการณ์ที่จำเป็นสืบเนื่องจากเหตุอุทกภัยนั้นได้สิ้นสุดลง

สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินที่ทำประกันภัยไว้ โดยข้อมูล ณ. (วันที่ 12 มกราคม 2560) ตามที่บริษัทประกันภัยรายงานเบื้องต้นเกี่ยวกับความเสียหายของรถยนต์ที่ทำประกันภัยไว้มีจำนวน 749 คัน ประเมินความเสียหายประมาณ 94.78 ล้านบาท

“ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนใน 12 จังหวัดภาคใต้ เป็นเรื่องที่คนไทยทั้งประเทศไม่อาจนิ่งดูดาย สำนักงานคปภ.จะใช้สรรพกำลังและเครือข่ายภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยในพื้นที่ 12 จังหวัดภาคใต้อย่างเต็มที่” ดร.สุทธิพล กล่าวในที่สุด

ข่าวสารทั่วไป